{"product_id":"the-balvenie-double-wood-12","title":"The Balvenie Double Wood 12","description":"\u003ch1 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e สก็อตช์วิสกี้แบบบ่มสองถังจาก Dufftown แห่งปี 1993\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h1\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e เป็นหนึ่งในซิงเกิ้ลมอลต์สก็อตช์วิสกี้ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มสายดื่มวิสกี้ ด้วยเอกลักษณ์ของการ “บ่มสองถัง” หรือ DoubleWood ที่ทำให้รสชาติซับซ้อน และกลมกล่อมกว่าวิสกี้ทั่วไป และจุดเด่น คือ การเริ่มบ่มในถังโอ๊กอเมริกันที่เคยใช้ในการบ่มเบอร์เบิ้นมาก่อน เพื่อสร้างกลิ่นวานิลลา และความหวานละมุน แล้วจึงย้ายไปบ่มต่อในถังเชอร์รีจากยุโรปที่เพิ่มรสผลไม้เข้ม เครื่องเทศ และความอบอุ่น จนกลายเป็นการผสมผสานที่ลงตัว\u003c\/span\u003e\u003cb\u003e\u003c\/b\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eและความพิเศษของ The Balvenie Double Wood 12 อยู่ที่การรักษากระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมในโรงกลั่นที่เมืองดัฟทาวน์ เขตสเปย์ไซด์ ที่ทีมผู้ผลิตยังคงใช้มอลต์ฟลอร์ของตนเอง ปลูกข้าวบาร์เลย์เอง และดูแลกระบวนการด้วยความพิถีพิถันทุกขั้นตอน และสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใส่ใจในงานฝีมือที่ทำให้ The Balvenie แตกต่างจากซิงเกิลมอลต์อื่นๆ\u003c\/span\u003e\u003cb\u003e\u003c\/b\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eดังนั้น ในบทความนี้ทาง Wine Cellar BKK ก็จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นแบบไหน ทำไมถึงเป็นที่นิยมของเหล่านักดื่มมาอย่างยาวนาน พร้อมแชร์เทคนิคในการดื่มแบบง่ายๆ ที่ช่วยให้สัมผัสถึงกลิ่นอายของสก็อตช์วิสกี้ได้อย่างเต็มที่ โดยจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง สามารถติดตามกันได้เลย\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003ch2 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003e1. แนะนำ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e สก็อตช์วิสกี้ซิงเกิลมอลต์ที่ผ่านการบ่มสองถังนานกว่า 12 ปี\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h2\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie เป็นโรงกลั่นที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1892 โดย William Grant ผู้มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์ซิงเกิลมอลต์ที่แตกต่าง โดยโรงกลั่นตั้งอยู่ที่เมืองดัฟทาวน์ ใจกลางเขตสเปย์ไซด์ ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตวิสกี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยจุดเด่นของ The Balvenie คือ ยังคงรักษาวิธีการผลิตดั้งเดิมที่หาได้ยากในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวบาร์เลย์เอง การมอลต์บนพื้น การใช้ช่างไม้ซ่อมถังในโรงกลั่นเอง ไปจนถึงการดูแลการบ่มอย่างใกล้ชิด ที่สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใส่ใจในงานฝีมือ และเป็นหัวใจของแบรนด์เสมอมา\u003c\/span\u003e\u003cb\u003e\u003c\/b\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eโดย \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e เปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 โดย David Stewart มาสเตอร์ดิสทิลเลอร์ผู้มีชื่อเสียงในฐานะผู้บุกเบิกการใช้ “การบ่มสองถัง” หรือ cask finishing วิธีการนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการวิสกี้ในเวลานั้น เพราะเพิ่มความซับซ้อน และมิติใหม่ให้กับรสชาติที่ไม่เคยมีมาก่อน และ The Balvenie Double Wood 12 จะถูกบ่มอย่างน้อย 12 ปี ในถังโอ๊กอเมริกันที่เคยใช้บ่มเบอร์เบิ้นมาก่อน เพื่อสร้างโทนวานิลลา ความนุ่มละมุน และความหวาน จากนั้นจึงถูกย้ายไปบ่มต่อในถังเชอร์รี Oloroso จากยุโรป เพื่อเพิ่มรสผลไม้แห้ง เครื่องเทศ และโครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cp\u003e\u003cb id=\"docs-internal-guid-822a75a6-7fff-951e-b7c9-5435db29dec0\"\u003e\u003cbr\u003e\u003cspan\u003eดังนั้น สิ่งที่ทำให้ The Balvenie Double Wood 12 โดดเด่น คือ การสร้างสมดุลระหว่างความสดใสของถังเบอร์เบิ้น และความเข้มลึกจากถังเชอร์รี ทำให้ได้วิสกี้ที่ดื่มง่ายสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็ยังมีรายละเอียดที่สามารถตอบโจทย์นักดื่มที่มีประสบการณ์ได้ และจุดเปลี่ยนสำคัญของรุ่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ The Balvenie เป็นที่รู้จักในระดับสากล แต่ยังทำให้เทคนิค “Double Cask Maturation” กลายเป็นมาตรฐานที่โรงกลั่นอื่นๆ นำไปใช้ตามอีกด้วย และในปัจจุบัน \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ยังคงเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ และถือเป็นหนึ่งในซิงเกิลมอลต์ที่นักวิสกี้ทั่วโลกเลือกเป็นขวดแรกๆ ในการเข้าสู่วงการ เพราะสามารถสะท้อนได้ทั้งประวัติศาสตร์ นวัตกรรม และความเป็นงานฝีมือของโรงกลั่นที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง\u003c\/span\u003e\u003c\/b\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003ch2 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003eH2: 2. กระบวนการผลิต \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e มีขั้นตอนอะไรบ้าง?\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h2\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eสำหรับกระบวนการผลิต \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นก็จะมีความพิถีพิถัน เข้มงวด และแตกต่างจากการผลิตวิสกี้ทั่วไป เพราะว่า \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e มีการบ่มสองถัง และทางแบรนด์ก็ได้ดูแลเองทั้งหมดทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้กระบวนการผลิต \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ในแต่ละขั้นตอนนั้นมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003col\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการคัดเลือกวัตถุดิบ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับ The Balvenie นั้นจะปลูกข้าวบาร์เลย์เองในไร่ของตนที่ Dufftown เพื่อควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด น้ำที่ใช้มาจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ในสเปย์ไซด์ซึ่งมีแร่ธาตุสมดุล เหมาะแก่การผลิตซิงเกิลมอลต์ และยีสต์ที่เลือกใช้ก็ถูกคัดสรรมาพิเศษ เพื่อสร้างกลิ่นผลไม้ และความหวานที่เป็นเอกลักษณ์\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการทำมอลต์ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับโรงกลั่น The Balvenie เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงใช้ “floor malting” แบบดั้งเดิม โดยการนำข้าวบาร์เลย์มาแช่น้ำ และกระจายบนพื้นหินขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการงอก ก่อนจะหยุดการงอกด้วยการอบแห้งด้วยลมร้อน บางครั้งจะใช้ควันพีทเล็กน้อย เพื่อเพิ่มโทนควันอ่อนๆ และกระบวนการนี้ต้องใช้แรงงานคนจริงๆ และถือเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ The Balvenie แตกต่างจากผู้ผลิตอื่นๆ\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการบด และการสกัดน้ำตาล \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับมอลต์ที่ได้นั้นจะถูกบดเป็นผงหยาบ และผสมกับน้ำร้อนในถัง mash tun เพื่อสกัดน้ำตาลออกมา ทำให้ได้ของเหลว หรือ “wort” ซึ่งจะนำไปใช้หมักในขั้นตอนถัดไป และในขั้นตอนนี้ต้องทำซ้ำหลายครั้ง เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำตาลที่เพียงพอสำหรับการผลิตแอลกอฮอล์\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการหมัก \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับ wort ที่ได้นั้นจะถูกย้ายไปยังถังหมักไม้สนขนาดใหญ่ เรียกว่า washback แล้วใส่ยีสต์ลงไป เพื่อเริ่มกระบวนการหมัก และในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อให้ยีสต์แปรสภาพน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ พร้อมสร้างสารประกอบกลิ่นผลไม้ และความหอมดอกไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของสเปย์ไซด์ และหลังการหมักจะได้ของเหลวที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ 7-8%\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการกลั่น \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับการผลิต \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นจะใช้หม้อกลั่นทองแดงแบบทรงสูง และปากแคบ ทำให้ได้วิสกี้ที่มีความบริสุทธิ์ และมีกลิ่นรสที่ซับซ้อน และจะทำการกลั่นสองครั้ง โดยครั้งแรกเพื่อแยกแอลกอฮอล์ดิบ และครั้งที่สองเพื่อเลือกเฉพาะ “หัวใจ” หรือของเหลวที่มีคุณภาพสูงสุด และเป็นส่วนที่จะถูกนำไปบ่มต่อ\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการบ่มในถังไม้โอ๊ก \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับหัวใจสำคัญของการผลิต \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e คือ การบ่มสองถัง โดยเริ่มต้นบ่มในถังโอ๊กอเมริกันที่เคยใช้ในการบ่มเบอร์เบิ้น ทำให้ได้กลิ่นหอมของวานิลลา น้ำผึ้ง และความหวานสดชื่น จากนั้นย้ายไปบ่มต่อในถังเชอร์รี Oloroso จากยุโรป ทำให้วิสกี้ดูดซับรสผลไม้แห้ง และเครื่องเทศ ที่ให้ความซับซ้อนมากขึ้น และกระบวนการนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปี ทำให้ได้สมดุลของทั้งสองโลกในแก้วเดียว\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eการบรรจุขวด \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eเมื่อการบ่มเสร็จสิ้น มาสเตอร์ดิสทิลเลอร์จะทำการตรวจสอบคุณภาพของวิสกี้ก่อนจะกรอง และบรรจุขวด ซึ่งทุกขั้นตอนนั้นจะทำอย่างพิถีพิถัน เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ให้คงเส้นคงวา ทั้งกลิ่นวานิลลา น้ำผึ้ง ผลไม้แห้ง และเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003c\/ol\u003e\n\u003ch2 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003e3. รสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e เป็นยังไงบ้าง?\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h2\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eเมื่อพูดถึง \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e สิ่งที่โดดเด่นที่สุด คือ ความซับซ้อนของรสชาติ และกลิ่นที่เกิดจากการบ่มในถังสองแบบซึ่งเติมเต็มกันและกันได้อย่างลงตัว อีกทั้งมีกลิ่นรสที่หลากหลายค่อยๆ เปิดออกในแต่ละจังหวะเมื่อดื่ม ทำให้ทุกครั้งที่ยกแก้วนั้นนักดื่มจะได้ค้นพบรายละเอียดใหม่ๆ ทำให้เวลาดื่มนั้นจะสามารถสัมผัสได้รายละเอียดต่างๆ ดังนี้\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eรสชาติ (Flavor) \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับรสชาติของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นจะมีความหอมหวานของวานิลลา และน้ำผึ้งอย่างชัดเจน ตามมาด้วยความหอมละมุนของผลไม้ และดอกไม้นานาชนิด และปิดท้ายด้วยความหอมเข้มข้นจากเครื่องเทศที่ให้ความอบอุ่น และเข้ากันได้อย่างลงตัว\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eรสสัมผัส (Mouthfeel) \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับรสสัมผัสของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นจะมีความเนียนนุ่ม ละมุน และกลมกล่อม ด้วยความหอมหวานจากวานิลลา ทอฟฟี่ และน้ำผึ้ง อีกทั้งยังมีความครีมมี่เล็กน้อย ที่ทำให้สัมผัสถึงรสชาติในแต่ละชั้นได้อย่างชัดเจน\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eกลิ่น (Aroma) \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับกลิ่นของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นเริ่มแรกจะได้กลิ่นหอมหวานของวานิลลา และน้ำผึ้ง ควบคู่ไปกับกลิ่นผลไม้สด และดอกไม้ที่ละมุน จากนั้นจึงค่อยๆ ปรากฏกลิ่นของเชอร์รีแห้ง อัลมอนด์คั่ว และเครื่องเทศอบอุ่น ทำให้เป็นวิสกี้ที่มีมิติหลากหลายโดยไม่ซับซ้อนเกินไป\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003c\/ul\u003e\n\u003cp\u003e\u003cb\u003e\u003cspan\u003e\u003cb id=\"docs-internal-guid-1a11d9ac-7fff-1c26-d2ba-64ea997c79fa\"\u003eด้วยองค์ประกอบของรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นของ The Balvenie Double Wood 12 ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร และสะท้อนถึงกลิ่นอายของสก็อตช์วิสกี้ได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ The Balvenie Double Wood 12 เป็นอีกหนึ่งวิสกี้ที่เป็นที่นิยมของนักดื่มไวน์แดงทั่วโลก \u003c\/b\u003e\u003c\/span\u003e\u003c\/b\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003ch2 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003e4. \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ควรดื่มยังไง? ถึงจะสัมผัสเอกลักษณ์ของการบ่มสองถังได้อย่างชัดเจน\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h2\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eสำหรับนักดื่มคนไหนที่อยากจะสัมผัสเอกลักษณ์ของ \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ที่เกิดจากการบ่มสองถังได้อย่างชัดเจนนั้นควรให้ความสำคัญกับวิธีการเสิร์ฟ การดื่ม การจับคู่อาหาร และการเก็บรักษา เพราะว่าเป็นวิธีที่สามารถส่งผลต่อรสชาติ รสสัมผัส กลิ่น และประสบการณ์ในการดื่มได้โดยตรง ซึ่งในแต่ละวิธีนั้นก็จะมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eวิธีการเสิร์ฟ และดื่ม \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับการเสิร์ฟ และดื่ม \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ให้ได้ประสบการณ์ที่สมบูรณ์ที่สุดนั้นควรเลือกแก้วทรงทิวลิป หรือแก้ว Glencairn ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกักเก็บ และกระจายกลิ่นได้ดีที่สุด และอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเสิร์ฟ คือ ประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้กลิ่นวานิลลา น้ำผึ้ง และผลไม้แห้งเด่นชัด หากอุณหภูมิเย็นเกินไปจะทำให้กลิ่นถูกกดทับ การถือแก้วอุ่นด้วยมือสักครู่ก่อนดื่มถือเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้กลิ่นรสแสดงออกได้เต็มที่ และปริมาณการเสิร์ฟที่เหมาะสมอยู่ที่ 30-45 มิลลิลิตรต่อครั้ง หรือจะเลือกดื่มแบบใส่น้ำแข็ง หยดน้ำสะอาด หรือดื่มแบบผสมมิกซ์เซอร์ก็ได้เช่นกัน\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eวิธีการจับคู่อาหาร \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับการจับคู่อาหาร \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นสามารถเข้ากับอาหารได้ทั้งคาว และหวาน สำหรับของกินเล่น เช่น ชีสแข็ง ถั่วอบ หรือเนื้อแห้ง จะช่วยดึงกลิ่นนัทตี้ และเครื่องเทศออกมาได้ดี ส่วนอาหารจานหลักอย่างเนื้อย่าง แกะอบ หรือปลาในซอสเนยเลมอนก็เข้ากันกับรสหวาน และโน้ตผลไม้ของวิสกี้ได้อย่างลงตัว หรือจะเป็นของหวาน เช่น ดาร์กช็อกโกแลต เค้กผลไม้ หรือทาร์ตส้ม ถือว่าเป็นคู่ที่เสริมความเข้มลึก และโน้ตซิตรัสของวิสกี้ได้อย่างยอดเยี่ยม\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eวิธีการเก็บรักษา \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eสำหรับการเก็บรักษา \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e นั้นควรตั้งขวดให้ตรง และเก็บในที่มืด โดยมีอุณหภูมิคงที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงแสงแดด และความร้อนสูงเพราะจะทำให้รสชาติเปลี่ยนไป หลังเปิดขวดแล้วควรปิดฝาให้สนิททุกครั้ง และหากเหลือเพียงครึ่งขวด หรือน้อยกว่านั้น ควรดื่มให้หมดภายใน 6-12 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพ และถ้าหากต้องการเก็บนานกว่านั้นให้ทำการย้ายใส่ขวดขนาดเล็กลง เพื่อลดปริมาณอากาศในขวด หรือใช้แก๊สเฉื่อยเพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชันได้\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003c\/ul\u003e\n\u003ch2 dir=\"ltr\"\u003e\n\u003cspan\u003e5. \u003c\/span\u003e\u003cspan\u003eThe Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e การันตีของแท้ 100% ได้ที่ Wine Cellar BKK\u003c\/span\u003e\n\u003c\/h2\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan\u003eสำหรับนักดื่มที่กำลังอยากจะซื้อ\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e The Balvenie Double Wood 12\u003c\/span\u003e\u003cspan\u003e ก็สามารถแวะมาหาซื้อได้ที่ Wine Cellar BKK แหล่งนำเข้า และแหล่งจำหน่ายเครื่องดื่มนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีบริการแอดมินให้คำแนะนำสินค้าอย่างมืออาชีพ อยากได้ไวน์ที่มีรสชาติ รสสัมผัส และกลิ่นแบบไหน หรืออยากได้เครื่องดื่มประเภทอื่นๆ อยากได้ยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ มีงบประมาณเท่าไหร่ ซื้อดื่มเอง หรือซื้อเป็นของขวัญ ก็สามารถแจ้งแอดมินได้ เพื่อให้แอดมินแนะนำเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์กับความต้องการของนักดื่มมากที่สุด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อสินค้าได้เลยที่ \u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003cul\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003ca href=\"https:\/\/lin.ee\/nNa3Nh2\"\u003e\u003cspan\u003eLine Official : @wincellar24 \u003c\/span\u003e\u003c\/a\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003cli dir=\"ltr\" aria-level=\"1\"\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\" role=\"presentation\"\u003e\u003cspan\u003eWebsite : \u003c\/span\u003e\u003ca href=\"http:\/\/www.winecellarbkk.com\"\u003e\u003cspan\u003ewww.winecellarbkk.com\u003c\/span\u003e\u003c\/a\u003e\u003cspan\u003e หรือ คลิก ที่นี่\u003c\/span\u003e\u003c\/p\u003e\n\u003c\/li\u003e\n\u003c\/ul\u003e\n\u003cp dir=\"ltr\"\u003e \u003c\/p\u003e\n\u003ch3 dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan style=\"color: rgb(43, 0, 255);\"\u003e\u003ca href=\"https:\/\/lin.ee\/nNa3Nh2\" style=\"color: rgb(43, 0, 255);\"\u003e6. สนใจรับ The Balvenie Double Wood 12 การันตีของแท้ 100% คลิกเลย \u0026gt; ที่นี่\u003c\/a\u003e\u003c\/span\u003e\u003c\/h3\u003e\n\u003ch4 dir=\"ltr\"\u003e\u003cspan style=\"color: rgb(43, 0, 255);\"\u003e\u003ca href=\"https:\/\/winecellarbkk.shop\/collections\/whisky\" style=\"color: rgb(43, 0, 255);\"\u003e7. ดูสินค้าวิสกี้รุ่นอื่นๆ ที่ Wine Cellar BKK มีจำหน่าย คลิก \u0026gt; ที่นี่\u003c\/a\u003e\u003c\/span\u003e\u003c\/h4\u003e\n\u003cp\u003e \u003c\/p\u003e","brand":"whisky","offers":[{"title":"Default Title","offer_id":51462707478850,"sku":null,"price":3700.0,"currency_code":"THB","in_stock":true}],"thumbnail_url":"\/\/cdn.shopify.com\/s\/files\/1\/0723\/9824\/2114\/files\/The_Balvenie_Double_Wood_12.webp?v=1761724297","url":"https:\/\/winecellarbkk.net\/products\/the-balvenie-double-wood-12","provider":"winecellarbkk.shop","version":"1.0","type":"link"}